Mเมดดี้Medee

กระดูกพรุน ใครควรตรวจความหนาแน่นกระดูก และแคลเซียมกับวิตามินดีต้องได้เท่าไร

หญิงสูงอายุเดินเคียงข้างเด็กในลานวัดตอนเช้า

คุณป้าคนหนึ่งลื่นล้มในห้องน้ำ ล้มก้นกระแทกพื้นธรรมดา ไม่ได้ตกบันได ไม่ได้ถูกรถชน แต่ผลเอกซเรย์คือกระดูกสะโพกหัก และหลังผ่าตัด เธอเดินไม่ได้เหมือนเดิมอีกเลย นี่คือภาพที่หมอกระดูกและอายุรแพทย์เห็นซ้ำ ๆ ทุกเดือน และเกือบทุกครั้งคือกระดูกพรุนที่ไม่มีใครรู้ว่ามี เพราะโรคนี้ไม่ปวด ไม่บวม ไม่มีสัญญาณเตือนใด ๆ จนกระทั่งกระดูกหักไปแล้ว

กระดูกพรุนคืออะไร

กระดูกไม่ใช่ก้อนแข็งนิ่ง ๆ แต่มีการสลายและสร้างใหม่ตลอดชีวิต ในวัยหนุ่มสาว การสร้างมากกว่าการสลาย มวลกระดูกจึงเพิ่มขึ้นจนถึงจุดสูงสุดราวอายุ 25 ถึง 30 ปี หลังจากนั้นสมดุลจะค่อย ๆ พลิกกลับ

ในผู้หญิง จุดเปลี่ยนที่สำคัญที่สุดคือวัยหมดประจำเดือน เพราะฮอร์โมนเอสโตรเจนซึ่งเคยช่วยยับยั้งการสลายกระดูกลดลงอย่างรวดเร็ว มวลกระดูกจึงลดลงเร็วเป็นพิเศษในช่วง 5 ถึง 10 ปีแรกหลังหมดประจำเดือน นี่คือเหตุผลที่ผู้หญิงเป็นกระดูกพรุนมากกว่าผู้ชายหลายเท่า และเป็นเร็วกว่าด้วย

ใครควรได้รับการตรวจความหนาแน่นกระดูก

การตรวจมาตรฐานเรียกว่า DXA ย่อจาก dual-energy X-ray absorptiometry เป็นการเอกซเรย์พลังงานต่ำที่ตำแหน่งกระดูกสันหลังส่วนเอวและสะโพก ใช้เวลาไม่กี่นาที ไม่ต้องฉีดสารใด ๆ และได้รับรังสีน้อยมาก

แนวทางเวชปฏิบัติโรคกระดูกพรุนของไทยแนะนำให้ตรวจในกลุ่มต่อไปนี้

  • ผู้หญิงอายุ 65 ปีขึ้นไป และผู้ชายอายุ 70 ปีขึ้นไป ตรวจได้โดยไม่ต้องมีปัจจัยเสี่ยงอื่น
  • ผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนที่อายุยังไม่ถึง 65 ปี แต่มีปัจจัยเสี่ยง
  • คนที่เคยกระดูกหักจากอุบัติเหตุที่ไม่รุนแรง เช่น ล้มจากท่ายืน หรือหักเองโดยไม่มีเหตุ
  • คนที่ส่วนสูงลดลงชัดเจนจากเดิม หรือหลังค่อมผิดปกติ
  • คนที่ได้ยาสเตียรอยด์ต่อเนื่องเป็นเวลานาน
  • คนที่มีโรคหรือได้ยาที่ทำให้กระดูกบาง เช่น ต่อมไทรอยด์หรือพาราไทรอยด์ทำงานเกิน โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ โรคไตเรื้อรัง หรือภาวะดูดซึมอาหารผิดปกติ

ปัจจัยเสี่ยงที่ควรนับให้ครบ ได้แก่ น้ำหนักตัวน้อย ประวัติสะโพกหักในพ่อแม่ สูบบุหรี่ ดื่มสุราเป็นประจำ ใช้ยาสเตียรอยด์ และหมดประจำเดือนก่อนอายุ 45 ปีหรือถูกตัดรังไข่ทั้งสองข้าง

OSTA ใช้ทำอะไร และไม่ใช้ทำอะไร

เครื่องมือ OSTA ในเว็บนี้ใช้แค่อายุกับน้ำหนัก เพื่อคัดกรองอย่างหยาบว่าใครควรถูกส่งไปตรวจ DXA ก่อน มันถูกพัฒนาและตรวจสอบในผู้หญิงเอเชียวัยหลังหมดประจำเดือน ข้อมูลในผู้ชายมีจำกัดกว่ามาก

OSTA ไม่ใช่การวินิจฉัยกระดูกพรุน และไม่สามารถแทน DXA ได้ ค่าที่บอกว่าเสี่ยงต่ำก็ไม่ได้แปลว่ากระดูกดีแน่นอน โดยเฉพาะถ้าคุณมีปัจจัยเสี่ยงข้ออื่นในรายการข้างบน ให้ยึดรายการนั้นเป็นหลัก

อ่านผล DXA อย่างไร

ผล DXA รายงานมาเป็นค่าที่ชื่อว่า T-score ซึ่งคือการเทียบความหนาแน่นกระดูกของคุณกับค่าเฉลี่ยของคนหนุ่มสาวสุขภาพดี หน่วยเป็นส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เกณฑ์ขององค์การอนามัยโลกคือ

T-scoreแปลผล
ตั้งแต่ -1.0 ขึ้นไปความหนาแน่นกระดูกปกติ
ต่ำกว่า -1.0 แต่ยังไม่ถึง -2.5กระดูกบาง (osteopenia)
-2.5 หรือต่ำกว่ากระดูกพรุน (osteoporosis)

ในรายงานจะมีอีกค่าหนึ่งชื่อ Z-score ซึ่งเทียบกับคนวัยเดียวกัน ค่านี้ใช้ในคนอายุน้อย ผู้หญิงก่อนหมดประจำเดือน และเด็ก ถ้า Z-score ต่ำกว่า -2.0 มาก แพทย์จะสงสัยว่ามีโรคอื่นซ่อนอยู่ที่ทำให้กระดูกบางผิดวัย ไม่ใช่แค่ความเสื่อมตามอายุ

ข้อสำคัญที่ต้องรู้ คือคนที่กระดูกหักจากแรงกระแทกเบา ๆ ถือว่าเป็นกระดูกพรุนทางคลินิกได้เลย แม้ T-score จะยังไม่ถึง -2.5 เพราะเหตุการณ์จริงมีน้ำหนักมากกว่าตัวเลข

แคลเซียมและวิตามินดี ต้องได้เท่าไร

สองอย่างนี้คือพื้นฐาน ไม่ใช่การรักษาหลัก แต่ถ้าขาด ยารักษากระดูกพรุนก็ทำงานได้ไม่เต็มที่

คำแนะนำสากลสำหรับผู้ใหญ่วัยกลางคนขึ้นไปคือแคลเซียมรวมจากอาหารและอาหารเสริมประมาณ 1,000 ถึง 1,200 มิลลิกรัมต่อวัน และวิตามินดีประมาณ 800 ถึง 1,000 หน่วยสากลต่อวัน

คำว่า "รวมจากอาหาร" สำคัญมาก เพราะเป้าหมายคือยอดรวมทั้งวัน ไม่ใช่ปริมาณจากเม็ดยาเพียงอย่างเดียว แหล่งแคลเซียมในอาหารไทยที่หาได้จริงมีมากกว่าที่คนคิด

  • นมวัวหรือนมถั่วเหลืองเสริมแคลเซียม 1 กล่อง 200 มิลลิลิตร ให้ประมาณ 200 ถึง 300 มิลลิกรัม
  • ปลาเล็กปลาน้อยที่กินได้ทั้งกระดูก เช่น ปลาข้าวสาร ปลากรอบ เป็นแหล่งที่ดีมาก
  • เต้าหู้แข็งที่ใช้แคลเซียมในกระบวนการผลิต
  • ผักใบเขียวเข้ม เช่น คะน้า ใบยอ ผักกวางตุ้ง
  • กุ้งแห้ง งาดำ

การกินแคลเซียมเสริมมากเกินความจำเป็นไม่ได้ทำให้กระดูกแข็งขึ้นเป็นเงาตามตัว และเพิ่มความเสี่ยงนิ่วในไตในบางคน ถ้าจะกินเสริม ให้แบ่งกินครั้งละไม่เกินประมาณ 500 ถึง 600 มิลลิกรัม เพราะร่างกายดูดซึมได้จำกัดต่อครั้ง

ส่วนวิตามินดี ร่างกายสร้างเองได้เมื่อผิวโดนแดด แต่คนไทยจำนวนมากยังมีระดับต่ำกว่าเกณฑ์ เพราะทำงานในอาคาร ทาครีมกันแดด และใส่เสื้อแขนยาว การรับแดดอ่อน ๆ ช่วงเช้าหรือเย็นสัก 10 ถึง 15 นาที สัปดาห์ละไม่กี่ครั้ง ช่วยได้ส่วนหนึ่ง แต่ในคนสูงอายุที่ผิวสร้างวิตามินดีได้น้อยลงและออกนอกบ้านไม่บ่อย มักต้องเสริมเป็นเม็ด

สิ่งที่ป้องกันกระดูกหักได้ดีที่สุด อาจไม่ใช่ยา

กระดูกหักในผู้สูงอายุเกิดจากสองปัจจัยมาบรรจบกัน คือกระดูกที่บาง และการล้ม ยาช่วยเรื่องแรก แต่การป้องกันการล้มช่วยเรื่องที่สอง และทำได้ทันทีโดยไม่ต้องรอผลตรวจ

ที่ควรทำในบ้าน ได้แก่ ติดราวจับในห้องน้ำ เอาพรมเช็ดเท้าที่ลื่นและสายไฟที่พาดพื้นออก เพิ่มไฟทางเดินกลางคืน เก็บของที่ใช้บ่อยไว้ระดับเอวเพื่อไม่ต้องปีนหยิบ ใส่รองเท้าที่พื้นไม่ลื่นแทนรองเท้าแตะหลวม ๆ และตรวจสายตากับทบทวนยาที่ทำให้ง่วงหรือหน้ามืดกับแพทย์

การออกกำลังกายแบบลงน้ำหนัก เช่น เดิน และการฝึกการทรงตัว ช่วยได้ทั้งสองด้านพร้อมกัน

สรุป

  • กระดูกพรุนไม่มีอาการจนกระทั่งหัก การคัดกรองจึงเป็นทางเดียวที่จะรู้ล่วงหน้า
  • ผู้หญิงอายุ 65 ปีขึ้นไป และผู้ชายอายุ 70 ปีขึ้นไป ควรได้ตรวจ DXA
  • อายุน้อยกว่านั้นแต่มีปัจจัยเสี่ยง เช่น เคยหักจากแรงเบา ๆ ใช้สเตียรอยด์นาน หรือหมดประจำเดือนเร็ว ก็ควรตรวจ
  • T-score ตั้งแต่ -2.5 ลงไปคือกระดูกพรุน ระหว่าง -1 ถึง -2.5 คือกระดูกบาง
  • แคลเซียมรวมทั้งวัน 1,000 ถึง 1,200 มิลลิกรัม และวิตามินดี 800 ถึง 1,000 หน่วยต่อวัน
  • ป้องกันการล้มในบ้าน คือมาตรการที่เห็นผลเร็วที่สุดและทำได้ฟรี

บทความนี้เป็นความรู้ทั่วไป การตัดสินใจตรวจ DXA เริ่มยารักษากระดูกพรุน หรือกำหนดขนาดวิตามินดีในแต่ละคน ต้องผ่านแพทย์ที่ประเมินโรคร่วมและยาที่คุณใช้อยู่

อ้างอิง

  • มูลนิธิโรคกระดูกพรุนแห่งประเทศไทย. แนวทางเวชปฏิบัติสำหรับโรคกระดูกพรุน พ.ศ. 2564.
  • World Health Organization. Assessment of fracture risk and its application to screening for postmenopausal osteoporosis. WHO Technical Report Series 843. Geneva; 1994.
  • Koh LKH, Sedrine WB, Torralba TP, et al. A simple tool to identify Asian women at increased risk of osteoporosis. Osteoporos Int. 2001;12(8):699-705.
  • LeBoff MS, Greenspan SL, Insogna KL, et al. The clinician's guide to prevention and treatment of osteoporosis. Osteoporos Int. 2022;33(10):2049-2102.
  • Eastell R, Rosen CJ, Black DM, et al. Pharmacological Management of Osteoporosis in Postmenopausal Women: An Endocrine Society Clinical Practice Guideline. J Clin Endocrinol Metab. 2019;104(5):1595-1622.

คำนวณของตัวเองได้ที่นี่

บทความที่เกี่ยวข้อง