Mเมดดี้Medee

น้ำตาล 100 ถึง 125 คือภาวะก่อนเบาหวาน ยังไม่ต้องกินยา แต่ห้ามปล่อยผ่าน

ชายวัยกลางคนเดินออกกำลังกายในสวนสาธารณะตอนเช้า มือถือขวดน้ำ

ทุกฤดูตรวจสุขภาพประจำปี จะมีคนไข้กลุ่มหนึ่งเดินเข้ามาพร้อมใบผลเลือดที่มีตัวเลขน้ำตาลสีแดง เช่น 112 มก./ดล. แล้วถามคำถามเดียวกันเกือบทุกครั้งว่า "หมอ ผมเป็นเบาหวานแล้วใช่ไหม" คำตอบคือยังไม่เป็น แต่ก็ไม่ได้ปกติ ตัวเลขนี้มีชื่อเรียกของมันเองว่า ภาวะก่อนเบาหวาน หรือ prediabetes และเป็นช่วงเวลาที่มีค่าที่สุดในเส้นทางทั้งหมด เพราะเป็นช่วงเดียวที่ยังย้อนกลับได้ง่าย

ตัวเลขไหนเรียกว่าก่อนเบาหวาน

มีการตรวจสามแบบที่ใช้ตัดสิน และผิดปกติแค่แบบเดียวก็เข้าข่ายแล้ว

การตรวจปกติก่อนเบาหวานเบาหวาน
น้ำตาลหลังอดอาหาร 8 ชั่วโมง (FPG)ต่ำกว่า 100100 ถึง 125126 ขึ้นไป
น้ำตาลที่ 2 ชั่วโมง หลังดื่มกลูโคส 75 กรัม (OGTT)ต่ำกว่า 140140 ถึง 199200 ขึ้นไป
น้ำตาลสะสม HbA1c (%)ต่ำกว่า 5.75.7 ถึง 6.46.5 ขึ้นไป

หน่วยของน้ำตาลในเลือดคือมิลลิกรัมต่อเดซิลิตร (มก./ดล.) ในภาษาพูดคนไทยมักเรียกสั้น ๆ ว่า "น้ำตาลร้อยสิบสอง" โดยไม่ต้องเติมหน่วย

ข้อควรระวังที่เจอบ่อยที่สุด คือคำว่า "อดอาหาร 8 ชั่วโมง" หมายถึงงดทุกอย่างยกเว้นน้ำเปล่า กาแฟดำใส่น้ำตาลครึ่งช้อน นมข้นหวานในกาแฟเมื่อเช้า หรือลูกอมแก้ง่วงระหว่างรอเจาะเลือด ทำให้ค่าที่ได้สูงเกินจริง คนไข้หลายคนถูกตีตราว่าอยู่ในภาวะก่อนเบาหวานทั้งที่จริง ๆ เป็นเรื่องของกาแฟแก้วเดียว

ทำไม HbA1c บอกอะไรได้มากกว่าน้ำตาลตอนเช้า

น้ำตาลหลังอดอาหารคือภาพถ่ายหนึ่งใบ ณ เช้าวันนั้น ส่วน HbA1c คือค่าเฉลี่ยของน้ำตาลตลอด 2 ถึง 3 เดือนที่ผ่านมา เพราะมันวัดปริมาณน้ำตาลที่เกาะติดอยู่กับเม็ดเลือดแดง และเม็ดเลือดแดงมีอายุประมาณ 120 วัน จึงกลั้นใจอดอาหารสองวันแล้วทำให้ค่าสวยขึ้นไม่ได้

แต่ HbA1c ก็มีจุดอ่อน คือในคนที่มีโรคเลือดบางอย่าง เช่น ธาลัสซีเมีย ภาวะซีดจากการเสียเลือด หรือโรคไตเรื้อรังระยะท้าย อายุเม็ดเลือดแดงเปลี่ยนไป ทำให้ค่าที่อ่านได้ต่ำหรือสูงกว่าความจริง ธาลัสซีเมียพบบ่อยมากในคนไทย ถ้าค่า HbA1c ขัดกับน้ำตาลที่เจาะได้อย่างชัดเจน ให้บอกหมอเพื่อพิจารณาใช้วิธีอื่นแทน

ที่ควรกลัวไม่ใช่คำว่าเบาหวาน แต่คือสิ่งที่เกิดขึ้นอยู่แล้ว

คนไข้จำนวนมากรู้สึกโล่งใจเมื่อได้ยินว่า "ยังไม่เป็นเบาหวาน" แล้วกลับบ้านไปใช้ชีวิตเหมือนเดิม นี่คือความเข้าใจผิดที่ต้องแก้

ภาวะก่อนเบาหวานไม่ใช่สถานะปลอดภัย แต่คือช่วงที่ร่างกายดื้อต่ออินซูลินไปแล้ว ตับอ่อนกำลังทำงานหนักขึ้นเพื่อรีดอินซูลินออกมาให้พอ และในช่วงนี้เองที่หลอดเลือดเริ่มถูกทำลายไปพร้อมกัน งานวิจัยพบว่าคนที่อยู่ในภาวะก่อนเบาหวานมีความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือดสูงกว่าคนที่น้ำตาลปกติแล้ว ไม่ต้องรอให้ข้ามเส้น 126 ก่อน

โดยเฉลี่ย คนที่อยู่ในภาวะก่อนเบาหวานมีโอกาสกลายเป็นเบาหวานเต็มตัวราว 5 ถึง 10 เปอร์เซ็นต์ต่อปี ฟังดูไม่มาก แต่สะสมสิบปีคือคนจำนวนมากที่ข้ามเส้นไป และเมื่อข้ามไปแล้วการเดินกลับยากขึ้นมาก

ยังไม่ต้องกินยา แต่ต้องทำอะไรบ้าง

สำหรับคนส่วนใหญ่ การรักษาหลักของภาวะก่อนเบาหวานคือการปรับวิถีชีวิต ไม่ใช่ยา และนี่ไม่ใช่คำปลอบใจ เพราะมันมีหลักฐานที่แข็งแรงกว่ายาเสียอีก

โครงการ Diabetes Prevention Program ในสหรัฐอเมริกา สุ่มคนที่อยู่ในภาวะก่อนเบาหวานเกือบสามพันคนออกเป็นสามกลุ่ม พบว่ากลุ่มที่ปรับพฤติกรรมอย่างจริงจังลดโอกาสเกิดเบาหวานลงได้ประมาณ 58 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่กลุ่มที่ได้ยา metformin ลดได้ประมาณ 31 เปอร์เซ็นต์ นั่นแปลว่าการเดินและการกินชนะยาในสนามนี้

สิ่งที่กลุ่มปรับพฤติกรรมทำจริง ๆ มีอยู่สองข้อหลัก

  • ลดน้ำหนักลงประมาณ 7 เปอร์เซ็นต์ ของน้ำหนักตัว เช่น คนหนัก 75 กิโลกรัม ลดลงประมาณ 5 กิโลกรัม
  • ออกกำลังกายระดับปานกลางอย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์ ระดับปานกลางหมายถึงหอบพอที่จะพูดเป็นประโยคได้แต่ร้องเพลงไม่ไหว เดินเร็ว ปั่นจักรยาน หรือว่ายน้ำ แบ่งเป็นวันละ 30 นาที 5 วันก็ได้

เรื่องอาหาร หลักที่ใช้ได้จริงกับอาหารไทยมีไม่กี่ข้อ ลดข้าวขาวและก๋วยเตี๋ยวเส้นใหญ่ลงครึ่งหนึ่งของที่เคยกิน แล้วเติมผักเข้าไปแทนที่ ตัดเครื่องดื่มหวานทั้งหมดออกก่อนเป็นอันดับแรก เพราะน้ำตาลในของเหลวเข้ากระแสเลือดเร็วที่สุดและอิ่มน้อยที่สุด ชานมไข่มุกแก้วเดียวมีน้ำตาลได้ถึงระดับ 10 ถึง 15 ช้อนชา และเปลี่ยนข้าวขาวเป็นข้าวกล้องหรือข้าวไม่ขัดสีในบางมื้อ ถ้าเปลี่ยนทุกมื้อแล้วอยู่ไม่ได้ก็เริ่มจากมื้อเย็นมื้อเดียว

แล้วเมื่อไรที่หมอจะเริ่มยา

แนวทางสากลระบุว่าอาจพิจารณา metformin ในคนที่อยู่ในภาวะก่อนเบาหวานร่วมกับปัจจัยเสี่ยงชัดเจน เช่น อายุน้อยกว่า 60 ปี, BMI ตั้งแต่ 35, HbA1c ตั้งแต่ 6.0 เปอร์เซ็นต์ หรือมีประวัติเบาหวานขณะตั้งครรภ์มาก่อน

แต่แม้ในกลุ่มนี้ ยาก็เป็นตัวเสริม ไม่ใช่ตัวแทนของการปรับพฤติกรรม และการตัดสินใจเริ่มยาเป็นเรื่องที่ต้องคุยกับแพทย์ที่ดูผลเลือดและโรคร่วมของคุณจริง ๆ ไม่ควรไปซื้อกินเอง

ตรวจซ้ำเมื่อไร

คนที่ได้ผลอยู่ในเกณฑ์ก่อนเบาหวาน ควรตรวจน้ำตาลซ้ำทุกปี ไม่ใช่รอสามปีเหมือนคนทั่วไป และควรตรวจความดันโลหิตกับไขมันในเลือดควบคู่ไปด้วย เพราะทั้งสามอย่างนี้มักเดินมาด้วยกัน

ผู้หญิงที่เคยเป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์เป็นกลุ่มพิเศษ ควรตรวจต่อเนื่องทุก 1 ถึง 3 ปีไปตลอด แม้ว่าน้ำตาลจะกลับมาปกติหลังคลอดแล้วก็ตาม เพราะความเสี่ยงระยะยาวสูงกว่าคนทั่วไปหลายเท่า

สรุปสั้น ๆ

  • น้ำตาลอดอาหาร 100 ถึง 125 หรือ HbA1c 5.7 ถึง 6.4 คือภาวะก่อนเบาหวาน ยังไม่ใช่เบาหวาน แต่ไม่ใช่ปกติ
  • เช็กก่อนว่าอดอาหารจริงหรือไม่ กาแฟใส่นมแก้วเดียวทำให้ผลเพี้ยนได้
  • ความเสี่ยงโรคหัวใจเริ่มขึ้นแล้วตั้งแต่ระยะนี้ ไม่ได้รอถึงตอนเป็นเบาหวาน
  • ลดน้ำหนัก 7 เปอร์เซ็นต์ บวกเดินเร็ว 150 นาทีต่อสัปดาห์ ลดโอกาสเป็นเบาหวานได้ราว 58 เปอร์เซ็นต์ ดีกว่ายาในการศึกษาเดียวกัน
  • ตัดเครื่องดื่มหวานก่อนเป็นอย่างแรก แล้วค่อยจัดการข้าวและแป้ง
  • ตรวจซ้ำทุกปี และตรวจความดันกับไขมันไปด้วย

บทความนี้เป็นความรู้ทั่วไปเพื่อให้เข้าใจผลเลือดของตัวเอง ไม่ใช่การวินิจฉัยหรือสั่งการรักษา การเริ่มหรือหยุดยาใด ๆ ต้องผ่านแพทย์ที่ดูแลคุณ

อ้างอิง

  • American Diabetes Association Professional Practice Committee. 2. Diagnosis and Classification of Diabetes: Standards of Care in Diabetes—2024. Diabetes Care. 2024;47(Suppl 1):S20-S42.
  • American Diabetes Association Professional Practice Committee. 3. Prevention or Delay of Diabetes and Associated Comorbidities: Standards of Care in Diabetes—2024. Diabetes Care. 2024;47(Suppl 1):S43-S51.
  • Knowler WC, Barrett-Connor E, Fowler SE, et al; Diabetes Prevention Program Research Group. Reduction in the incidence of type 2 diabetes with lifestyle intervention or metformin. N Engl J Med. 2002;346(6):393-403.
  • สมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทย. แนวทางเวชปฏิบัติสำหรับโรคเบาหวาน.
  • Huang Y, Cai X, Mai W, et al. Association between prediabetes and risk of cardiovascular disease and all cause mortality: systematic review and meta-analysis. BMJ. 2016;355:i5953.

คำนวณของตัวเองได้ที่นี่

บทความที่เกี่ยวข้อง