Mเมดดี้Medee

ตรวจสุขภาพเจอไขมันพอกตับ อันตรายไหม และต้องทำอย่างไรต่อ

แพทย์สองคนดูภาพตับบนแท็บเล็ตและจอคอมพิวเตอร์

ชายวัยสี่สิบกลางคนถือใบผลตรวจสุขภาพประจำปีมาให้ดูด้วยสีหน้ากังวล อัลตราซาวด์เขียนว่าตับมีไขมันเกาะ ค่าเอนไซม์ตับสูงขึ้นเล็กน้อย เขาถามว่า "หมอ ตับผมจะแข็งไหม ผมไม่ได้ดื่มเหล้าเลยนะ ทำไมเป็นไขมันพอกตับได้" คำถามนี้ดีมาก เพราะไขมันพอกตับที่พบบ่อยที่สุดทุกวันนี้ไม่ได้มาจากเหล้า แต่มาจากภาวะทางเมตาบอลิก คือน้ำหนักเกิน น้ำตาลสูง และไขมันในเลือดผิดปกติ และข่าวดีคือถ้าจับได้ในระยะที่ตับยังไม่แข็ง มันเป็นภาวะที่ย้อนกลับได้

ไขมันพอกตับคืออะไร และชื่อใหม่ที่ควรรู้

ไขมันพอกตับคือภาวะที่มีไขมันสะสมในเซลล์ตับมากผิดปกติ เดิมเรียกว่าไขมันพอกตับที่ไม่ได้เกิดจากแอลกอฮอล์ ปัจจุบันแนวทางสากลเปลี่ยนมาใช้ชื่อที่เน้นต้นเหตุจริงคือภาวะไขมันพอกตับจากเมตาบอลิก (MASLD) หมายถึงมีไขมันในตับร่วมกับปัจจัยเมตาบอลิกอย่างน้อยหนึ่งข้อ เช่น อ้วนลงพุง น้ำตาลสูงหรือเบาหวาน ความดันสูง หรือไขมันในเลือดผิดปกติ

ความสำคัญของการเปลี่ยนชื่อคือมันบอกว่าตับที่มีไขมันเกาะเป็นสัญญาณเตือนของทั้งระบบเมตาบอลิก ไม่ใช่แค่โรคของตับ

ทำไมต้องใส่ใจ ทั้งที่ส่วนใหญ่ไม่มีอาการ

ไขมันพอกตับระยะแรกมักไม่มีอาการ คนส่วนใหญ่รู้ตอนตรวจสุขภาพ แต่ที่ต้องใส่ใจมีสองเรื่อง

เรื่องแรก ตับ ในบางคนไขมันที่เกาะทำให้ตับอักเสบเรื้อรัง แล้วค่อย ๆ เกิดพังผืด ถ้าปล่อยไว้นานหลายปีอาจกลายเป็นตับแข็งและเพิ่มความเสี่ยงมะเร็งตับ แต่ไม่ใช่ทุกคนที่จะไปถึงจุดนั้น หัวใจสำคัญจึงอยู่ที่การประเมินว่าตับมีพังผืดมากแค่ไหน

เรื่องที่สอง หัวใจและหลอดเลือด จุดที่คนมักไม่รู้คือ สาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้นของคนที่มีไขมันพอกตับไม่ใช่โรคตับ แต่เป็นโรคหัวใจและหลอดเลือด เพราะไขมันพอกตับเดินมาคู่กับเบาหวาน ความดัน และไขมันสูงเสมอ การดูแลไขมันพอกตับจึงต้องดูแลความเสี่ยงหัวใจไปพร้อมกัน

จะรู้ได้อย่างไรว่าตับเริ่มมีพังผืด

แพทย์ประเมินความเสี่ยงพังผืดได้จากการคำนวณค่าจากผลเลือดพื้นฐานร่วมกับอายุ เช่นดัชนี FIB-4 ซึ่งใช้อายุ ค่าเอนไซม์ตับ และจำนวนเกล็ดเลือด เป็นตัวช่วยคัดกรองเบื้องต้นว่าใครควรตรวจตับละเอียดต่อ เช่นการวัดความยืดหยุ่นของตับ โดยทั่วไปค่าดัชนีที่ต่ำบ่งชี้ความเสี่ยงพังผืดน้อย ส่วนค่าที่สูงควรได้รับการตรวจตับเพิ่มเติม คนที่ความเสี่ยงต่ำอาจแค่ดูแลตัวเองและติดตาม ส่วนคนที่ความเสี่ยงสูงควรพบแพทย์เฉพาะทางตับ

อาการที่ควรรีบพบแพทย์ เพราะอาจบอกว่าตับเสียหายมากแล้ว ได้แก่ ตัวเหลืองตาเหลือง ท้องโตมีน้ำในช่องท้อง ขาบวมสองข้าง อาเจียนเป็นเลือดหรือถ่ายดำ และสับสนซึมลง

ดูแลตัวเองอย่างไร หัวใจอยู่ที่การลดน้ำหนัก

ปัจจุบันการรักษาหลักของไขมันพอกตับจากเมตาบอลิกคือการปรับพฤติกรรม ไม่ใช่ยา การลดน้ำหนักลงอย่างค่อยเป็นค่อยไปเป็นวิธีที่มีหลักฐานดีที่สุด

  • ลดน้ำหนัก การลดน้ำหนักตัวลงประมาณร้อยละ 5 ขึ้นไปช่วยให้ไขมันในตับลดลง และถ้าลดได้ถึงราวร้อยละ 7 ถึง 10 ของน้ำหนักตัว การอักเสบและพังผืดของตับก็มีโอกาสดีขึ้นตาม
  • ปรับอาหาร ลดน้ำตาลและเครื่องดื่มหวาน โดยเฉพาะน้ำอัดลมและน้ำหวาน ลดแป้งขัดขาวและของทอด เน้นผัก ผลไม้ที่ไม่หวานจัด ธัญพืชไม่ขัดสี และโปรตีนไม่ติดมัน แนวทางอาหารเมดิเตอร์เรเนียนมีหลักฐานสนับสนุน
  • ออกกำลังกายสม่ำเสมอ การออกกำลังกายช่วยลดไขมันในตับได้แม้น้ำหนักยังไม่ลดมาก
  • งดหรือจำกัดแอลกอฮอล์ เพราะซ้ำเติมตับที่มีไขมันอยู่แล้ว
  • คุมโรคร่วม เบาหวาน ความดัน และไขมันในเลือด ต้องคุมให้ดี เพราะช่วยทั้งตับและลดความเสี่ยงหัวใจ

ในบางกรณีที่มีการอักเสบและพังผืดชัดเจน แพทย์เฉพาะทางอาจพิจารณายาบางชนิดร่วมด้วย แต่ยังต้องอยู่บนพื้นฐานของการปรับพฤติกรรมเสมอ และควรตัดสินใจโดยแพทย์ผู้ดูแล

สรุปคือ เจอไขมันพอกตับจากการตรวจสุขภาพไม่ใช่เรื่องต้องตกใจ แต่เป็นสัญญาณเตือนที่ดีให้เริ่มดูแลน้ำหนักและระบบเมตาบอลิกตั้งแต่วันนี้ เพราะยิ่งจับได้เร็ว โอกาสที่ตับจะกลับมาปกติยิ่งสูง ข้อมูลนี้เป็นความรู้เพื่อความเข้าใจ ไม่ใช่การวินิจฉัยหรือสั่งการรักษาแทนแพทย์

แหล่งอ้างอิง

  • Rinella ME, Neuschwander-Tetri BA, Siddiqui MS, et al. AASLD Practice Guidance on the clinical assessment and management of nonalcoholic fatty liver disease. Hepatology. 2023;77(5):1797-1835.
  • Rinella ME, Lazarus JV, Ratziu V, et al. A multisociety Delphi consensus statement on new fatty liver disease nomenclature. Hepatology. 2023;78(6):1966-1986.
  • European Association for the Study of the Liver (EASL), EASD, EASO. EASL-EASD-EASO Clinical Practice Guidelines on the management of metabolic dysfunction-associated steatotic liver disease (MASLD). J Hepatol. 2024.

คำนวณของตัวเองได้ที่นี่

บทความที่เกี่ยวข้อง