LDL ควรต่ำแค่ไหน ขึ้นกับว่าคุณเสี่ยงแค่ไหน
คนไข้ถือใบผลเลือดมาชี้ที่คำว่า LDL 138 แล้วถามว่า "หมอครับ ในใบเขียนว่าค่าปกติน้อยกว่า 130 ผมเกินนิดเดียวใช่ไหม" ตัวเลขในวงเล็บข้างผลเลือดนั้นเป็นค่าอ้างอิงของห้องแล็บ ไม่ใช่เป้าหมายของคุณ มันพิมพ์มาเหมือนกันทุกใบไม่ว่าคนถือจะเป็นใคร คนที่เคยใส่ขดลวดหัวใจ LDL 138 คือสูงมาก ส่วนคนอายุ 35 ที่ไม่มีโรคอะไรและไม่มีประวัติครอบครัว ค่าเดียวกันนี้อาจแค่ต้องคุมอาหารแล้วติดตามดู เป้าไม่เท่ากันเพราะสิ่งที่เรากำลังป้องกันไม่เท่ากัน
ทำไมไม่มีเลขเดียวที่ใช้กับทุกคน
ลองคิดถึงหลอดเลือดเหมือนท่อน้ำในบ้าน LDL คือตะกอนที่ไหลอยู่ในน้ำ ปริมาณตะกอนสำคัญก็จริง แต่สิ่งที่กำหนดว่าท่อจะตันเมื่อไหร่คือทั้งปริมาณตะกอน ระยะเวลาที่มันสะสม และสภาพผนังท่อว่าขรุขระอยู่แล้วแค่ไหน คนที่เคยหัวใจขาดเลือดคือคนที่ผนังท่อมีคราบเกาะแน่ ๆ แล้ว เราจึงต้องกดตะกอนลงต่ำกว่าคนที่ท่อยังใหม่
อีกเรื่องที่คนไข้มักไม่รู้คือ ประโยชน์จากการลด LDL ค่อนข้างเป็นสัดส่วนคงที่ ลด LDL ลงได้ทุก ๆ 39 มก./ดล. (หรือ 1 มิลลิโมลต่อลิตร) แล้วกินต่อเนื่องหลายปี ความเสี่ยงต่อเหตุการณ์หัวใจและหลอดเลือดลดลงราวหนึ่งในห้า หลักการนี้ใช้ได้ไม่ว่าคุณจะเริ่มจาก 200 หรือเริ่มจาก 90 คำถามจึงไม่ใช่ "ต่ำพอหรือยัง" แต่เป็น "คุณได้ประโยชน์มากพอจนคุ้มกับการกินยาไหม" ซึ่งขึ้นกับความเสี่ยงตั้งต้นของคุณล้วน ๆ
เป้าหมายตามระดับความเสี่ยง
ตารางข้างล่างเป็นแนวทางที่ใช้กันในยุโรป ซึ่งผมใช้เป็นกรอบคิดในห้องตรวจ ส่วนแนวทางของราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทยใช้ตารางประเมินความเสี่ยงที่ปรับให้เข้ากับข้อมูลคนไทย ตัวเลขเป้าจึงอาจต่างกันเล็กน้อย ให้ยึดตามที่หมอที่ตรวจคุณใช้อยู่
| กลุ่มความเสี่ยง | ตัวอย่างคนกลุ่มนี้ | เป้า LDL (มก./ดล.) | เป้า ApoB (มก./ดล.) |
|---|---|---|---|
| สูงมาก | เคยกล้ามเนื้อหัวใจตาย ทำบอลลูน ทำบายพาส อัมพาตจากหลอดเลือดสมองตีบ เบาหวานที่มีอวัยวะเสียหายแล้ว | ต่ำกว่า 55 และลดลงจากเดิมอย่างน้อยครึ่งหนึ่ง | ต่ำกว่า 65 |
| สูง | เบาหวานนานเกิน 10 ปี ความดันสูงมากมานาน LDL ตั้งต้นเกิน 190 ไตเสื่อมระดับปานกลาง | ต่ำกว่า 70 และลดลงจากเดิมอย่างน้อยครึ่งหนึ่ง | ต่ำกว่า 80 |
| ปานกลาง | เบาหวานอายุน้อยที่ยังไม่มีภาวะแทรกซ้อน คนที่มีปัจจัยเสี่ยงหลายอย่างรวมกัน | ต่ำกว่า 100 | ต่ำกว่า 100 |
| ต่ำ | อายุน้อย ไม่สูบบุหรี่ ความดันปกติ ไม่มีเบาหวาน ไม่มีประวัติครอบครัว | ต่ำกว่า 116 | ไม่จำเป็นต้องตรวจ |
ขอให้สังเกตคำว่า "และลดลงจากเดิมอย่างน้อยครึ่งหนึ่ง" คนที่ LDL ตั้งต้น 100 แล้วลงมา 58 กับคนที่ตั้งต้น 190 แล้วลงมา 58 สองคนนี้ไม่เหมือนกัน คนหลังกดคราบไขมันได้มากกว่า เป้าจึงเป็นสองเงื่อนไขพร้อมกัน ไม่ใช่เลขเดียว
คนที่เคยเป็นโรคหัวใจแล้วต่างจากคนที่ยังไม่เคยตรงไหน
คนที่ยังไม่เคยเป็นอะไรเลย เรากำลังคุยกันเรื่องความน่าจะเป็น คนอายุ 55 ที่ความเสี่ยง 10 ปีอยู่ที่ 8 เปอร์เซ็นต์ แปลว่าใน 100 คนแบบเขา จะมี 8 คนเกิดเรื่องภายใน 10 ปี ถ้ากินยาแล้วเหลือ 6 คน หมายความว่าต้องมีคนกินยา 50 คนตลอด 10 ปี เพื่อกันไม่ให้เกิดเรื่องกับหนึ่งคน ตัวเลขแบบนี้ทำให้การตัดสินใจเป็นเรื่องที่ควรคุยกันจริง ๆ ว่าคนไข้ให้ค่ากับอะไร บางคนบอกว่ากินเถอะหมอ ผมไม่อยากเสี่ยง บางคนบอกว่าขอลองคุมอาหารก่อนหกเดือน ทั้งสองคำตอบใช้ได้
ส่วนคนที่เพิ่งออกจากห้องสวนหัวใจ ความน่าจะเป็นไม่ใช่ประเด็นแล้ว เพราะเหตุการณ์เกิดไปแล้วครั้งหนึ่ง โอกาสเกิดซ้ำภายใน 5 ปีสูงเป็นหลักสิบเปอร์เซ็นต์ กลุ่มนี้ผมไม่คุยเรื่อง "ลองคุมอาหารก่อน" ผมเริ่มยาแรงตั้งแต่วันที่ออกจากโรงพยาบาล แล้วถ้า LDL ยังไม่ถึงเป้าใน 6-8 สัปดาห์ ก็เพิ่ม ezetimibe เข้าไป ซึ่งตัวนี้ในบัญชียาหลักมีเงื่อนไขการเบิกอยู่ ถ้าซื้อเองราคาราวเม็ดละ 10-25 บาทแล้วแต่ยี่ห้อ ในคนที่สองตัวรวมกันแล้วยังไม่พอ ยาฉีดกลุ่ม PCSK9 inhibitor ลดได้อีกมาก แต่ราคาระดับหลักหมื่นบาทต่อเดือนทำให้คนไข้ในโรงพยาบาลชุมชนแบบเราแทบเข้าไม่ถึง อันนี้เป็นข้อจำกัดจริงที่เราต้องยอมรับ
ApoB คืออะไร และทำไมบางคนควรตรวจ
LDL ที่เราวัดกันคือปริมาณคอเลสเตอรอลที่บรรจุอยู่ในอนุภาค ส่วน ApoB คือจำนวนอนุภาคที่ขนไขมันเหล่านั้น LDL บอกว่ามีของกี่กิโล ApoB บอกว่ามีรถบรรทุกกี่คัน สิ่งที่ทำให้ผนังหลอดเลือดเสียหายคืออนุภาคที่แทรกเข้าไปติดในผนัง ไม่ใช่น้ำหนักไขมันโดยรวม จำนวนคันรถจึงสะท้อนความเสี่ยงได้ตรงกว่า
ในคนส่วนใหญ่สองค่านี้ไปด้วยกัน วัด LDL อย่างเดียวก็พอ แต่มีคนกลุ่มหนึ่งที่สองค่าแยกทางกัน คือคนอ้วนลงพุง คนเป็นเบาหวาน และคนที่ไตรกลีเซอไรด์สูง กลุ่มนี้อนุภาค LDL จะเล็กลงและมีจำนวนมากขึ้น พอวัดเป็นน้ำหนักคอเลสเตอรอลจะดูสวย เช่น LDL 95 ซึ่งดูผ่านสบาย แต่ ApoB อยู่ที่ 115 แปลว่ารถบรรทุกวิ่งเต็มถนน คนไข้เบาหวานแบบนี้ผมเจออยู่เรื่อย ๆ ถ้าไม่ได้ตรวจ ApoB เราจะสบายใจไปกับตัวเลขที่หลอกตา
ผมส่งตรวจ ApoB ในคนที่ไตรกลีเซอไรด์เกิน 200 คนเป็นเบาหวานที่ LDL ดูดีแต่ผมยังไม่สบายใจ และคนที่กินยาจน LDL ถึงเป้าแล้วยังเกิดเหตุการณ์ซ้ำ ราคาอยู่ราว 200-400 บาทแล้วแต่ที่ โรงพยาบาลชุมชนหลายแห่งต้องส่งออกแล็บนอก ผลกลับมาช้าหน่อย
Lp(a) ตัวที่ไม่ได้มาจากอาหาร
Lp(a) อ่านว่าแอลพี-เอ เป็นอนุภาคคล้าย LDL แต่มีโปรตีนพันอยู่เพิ่มอีกชั้น ทำให้มันทั้งเร่งคราบไขมันและเพิ่มโอกาสเกิดลิ่มเลือด ระดับของมันถูกกำหนดโดยพันธุกรรมเกือบทั้งหมด คุมอาหารไม่ลง ออกกำลังกายไม่ลง สแตตินก็ลดไม่ได้ บางรายงานพบว่าขึ้นเล็กน้อยด้วยซ้ำ
Lp(a) สูงคือคำอธิบายว่าทำไมบางคนหัวใจขาดเลือดตอนอายุ 45 ทั้งที่ผอม ไม่สูบบุหรี่ ไขมันอื่นปกติหมด ฝั่งยุโรปแนะนำให้ตรวจครั้งเดียวในชีวิตทุกคน เพราะค่ามันแทบไม่เปลี่ยน ในทางปฏิบัติบ้านเรายังไม่ได้ทำแบบนั้น ที่ผมส่งตรวจคือคนที่มีญาติสายตรงเป็นโรคหัวใจหรืออัมพาตตั้งแต่อายุน้อย ผู้ชายก่อน 55 ผู้หญิงก่อน 65 คนที่ตัวเองเกิดเหตุการณ์ทั้งที่ปัจจัยเสี่ยงอื่นดูดีหมด และคนที่สงสัยภาวะไขมันสูงทางพันธุกรรม ค่าที่ถือว่าสูงคือเกิน 50 มก./ดล. หรือเกิน 125 nmol/L ราคาราว 500-1,500 บาทและมักต้องส่งแล็บเอกชน
ผมต้องพูดให้ครบว่าตอนนี้เรายังไม่มียาที่ลด Lp(a) แล้วพิสูจน์ชัดว่าลดการเกิดโรคได้จริง ยาฉีดกลุ่มใหม่ที่ออกฤทธิ์ตรงจุดนี้อยู่ในการทดลองระยะสุดท้ายและผลกำลังทยอยรายงาน บางคนถามว่าแล้วจะตรวจไปทำไมถ้ายังไม่มียา คำตอบคือมันเปลี่ยนความเข้มของทุกอย่างที่เหลือ กด LDL ให้ต่ำกว่าเป้าปกติ คุมความดันให้แน่น เลิกบุหรี่เด็ดขาด และมันบอกให้พี่น้องลูกหลานไปตรวจด้วย
ไตรกลีเซอไรด์สูงมาก เป็นอันตรายคนละแบบ
คนไข้ที่ค่าไตรกลีเซอไรด์ 380 กับคนที่ 1,200 กำลังเผชิญคนละปัญหา ช่วง 150-500 เป็นเรื่องความเสี่ยงหัวใจและหลอดเลือด ซึ่งมักมาพร้อมพุง เบาหวาน และเหล้า การจัดการหลักคือลดน้ำหนัก ลดน้ำตาลกับแป้งขัดสี งดเหล้า และคุม LDL ให้ถึงเป้าเป็นอันดับแรก
พอเกิน 500 ขึ้นไป เรื่องเปลี่ยนเป็นความเสี่ยงตับอ่อนอักเสบเฉียบพลัน ปวดท้องรุนแรงจนต้องนอนโรงพยาบาลและมีอัตราตายไม่น้อย ยิ่งเกิน 880 ยิ่งเสี่ยงชัด กลุ่มนี้ผมสลับลำดับความสำคัญทันที ให้ยากลุ่ม fibrate เป็นตัวหลัก งดเหล้าเด็ดขาด และคุมน้ำตาลอย่างจริงจัง เพราะเบาหวานที่คุมไม่ได้ดันไตรกลีเซอไรด์ขึ้นเป็นพันได้ในไม่กี่สัปดาห์ ตรงนี้มีข้อควรระวังที่คนไข้ควรรู้ ถ้าคุณกินสแตตินอยู่ด้วย ยาที่ควรใช้คู่กันคือ fenofibrate ไม่ใช่ gemfibrozil เพราะ gemfibrozil รวมกับสแตตินเพิ่มโอกาสกล้ามเนื้อสลายอย่างชัดเจน ถ้าได้ใบสั่งยาจากที่อื่นมาแล้วมีสองตัวนี้อยู่ด้วยกัน ให้ถามหมอหรือเภสัชกรก่อนกิน
เรื่องอาหารสำหรับกลุ่มนี้ ผมพูดชื่อจริงกับคนไข้ ข้าวเหนียวหมูปิ้งตอนเช้าสองไม้กับน้ำอัดลมหนึ่งกระป๋อง คือแป้งกับน้ำตาลก้อนใหญ่ที่ตับจะแปลงเป็นไตรกลีเซอไรด์โดยตรง ก๋วยเตี๋ยวน้ำตกใส่น้ำตาลสองช้อนก็เช่นกัน ทุเรียนหมอนทองหน้าร้อนที่กินวันละสามพูเข้าข่ายเต็ม ๆ ส่วนเบียร์เย็นตอนเย็นคือตัวที่ผมขอให้ตัดออกก่อนเป็นอันดับแรก เพราะมันขึ้นเร็วและลงเร็วที่สุดเมื่อหยุด คนไข้ผมหลายรายค่าลงจากพันกว่าเหลือสามร้อยด้วยการเลิกเหล้าอย่างเดียวในหนึ่งเดือน
อีกเรื่องที่ต้องบอกกันตรง ๆ คือ การลดไตรกลีเซอไรด์ด้วยยาช่วยลดโอกาสตับอ่อนอักเสบได้ชัด แต่หลักฐานว่ามันลดหัวใจวายได้เท่าไหร่ยังไม่แน่นเท่าสแตติน มีน้ำมันปลาชนิดที่เป็น icosapent ethyl ที่แสดงประโยชน์ในงานวิจัยหนึ่ง แต่น้ำมันปลาที่ขายตามร้านทั่วไปไม่ใช่ตัวเดียวกันและไม่ได้ผลแบบนั้น ผมย้ำบ่อยเพราะคนไข้ซื้อมากินเองเยอะ
เมื่อไหร่ควรปรึกษาแพทย์เรื่องเป้า LDL ของตัวเอง
- LDL ตั้งต้นเกิน 190 มก./ดล. ตั้งแต่อายุยังน้อย โดยเฉพาะถ้าไม่ได้อ้วน
- มีญาติสายตรง (พ่อ แม่ พี่ น้อง) เป็นโรคหัวใจขาดเลือดหรืออัมพาต ผู้ชายก่อนอายุ 55 ผู้หญิงก่อนอายุ 65
- มีก้อนไขมันสีเหลืองรอบเปลือกตา หรือเอ็นร้อยหวายหนากว่าปกติ
- ไตรกลีเซอไรด์เกิน 500 มก./ดล. ควรพบแพทย์ ไม่ควรรอนัดถัดไป
- เคยทำบอลลูนหรือบายพาสมาแล้ว แต่ผล LDL ล่าสุดยังเกิน 70
- กินยาเต็มขนาดที่ทนได้แล้ว LDL ยังไม่ถึงเป้า ควรคุยเรื่องยาเสริมตัวที่สอง
เจาะซ้ำเมื่อไหร่ และควรถามหมอว่าอะไร
จังหวะเจาะเลือดที่ผมใช้คือ หลังเริ่มยาหรือปรับขนาดยา ให้เจาะซ้ำที่ 6-8 สัปดาห์ ถ้าถึงเป้าแล้วก็ยืดเป็นทุก 6-12 เดือน การเจาะไขมันทั่วไปไม่จำเป็นต้องอดอาหาร ยกเว้นคนที่ไตรกลีเซอไรด์เคยสูงเกิน 400 เพราะสูตรที่แล็บใช้คำนวณ LDL จะเชื่อถือไม่ได้เมื่อไตรกลีเซอไรด์สูงขนาดนั้น กรณีแบบนี้ให้ดูค่า non-HDL แทน คิดง่าย ๆ คือคอเลสเตอรอลรวมลบ HDL แล้วบวก 30 เข้ากับเป้า LDL ของคุณ เช่น เป้า LDL 55 ก็คือ non-HDL 85
ที่เหลือคือคำถามเดียวที่อยากให้ติดไว้ เวลาถือใบผลเลือดมาถามหมอ อย่าถามว่า "ค่านี้ปกติไหม" ให้ถามว่า "เป้าของผมควรเป็นเท่าไหร่" คำถามแรกได้คำตอบจากตัวเลขในวงเล็บที่พิมพ์มาเหมือนกันทุกใบ คำถามที่สองบังคับให้เราสองคนต้องคุยกันเรื่องประวัติ ความเสี่ยง และสิ่งที่คุณกลัวจริง ๆ
อ้างอิง
- Mach F, Baigent C, Catapano AL, et al. 2019 ESC/EAS Guidelines for the management of dyslipidaemias: lipid modification to reduce cardiovascular risk. European Heart Journal, 2020.
- Grundy SM, Stone NJ, Bailey AL, et al. 2018 AHA/ACC/Multisociety Guideline on the Management of Blood Cholesterol. Circulation, 2019.
- แนวทางเวชปฏิบัติการใช้ยารักษาภาวะไขมันผิดปกติเพื่อป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือด พ.ศ. 2559. ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย.
- Kronenberg F, Mora S, Stroes ESG, et al. Lipoprotein(a) in atherosclerotic cardiovascular disease and aortic stenosis: a European Atherosclerosis Society consensus statement. European Heart Journal, 2022.
- Pearson GJ, Thanassoulis G, Anderson TJ, et al. 2021 Canadian Cardiovascular Society Guidelines for the Management of Dyslipidemia for the Prevention of Cardiovascular Disease in Adults. Canadian Journal of Cardiology, 2021.
- Virani SS, Morris PB, Agarwala A, et al. 2021 ACC Expert Consensus Decision Pathway on the Management of ASCVD Risk Reduction in Patients With Persistent Hypertriglyceridemia. Journal of the American College of Cardiology, 2021.